คำชี้แจง หนังสือ “วันต่อวันกับพระเยซู”
จากสำนักพิมพ์กนกบรรณสาร

กนกบรรณสารขอขอบพระคุณท่านผู้อ่าน สมาชิกบ้านกนก และพี่น้องคริสตชน ที่คอยติดตามหนังสือของเราเสมอมา ขอบพระคุณสำหรับคำอธิษฐานเผื่อ คำแนะนำ ตลอดจนคำติชม ท้วงติง ซึ่งกนกฯ ขอน้อมรับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ       

กนกบรรณสารก่อตั้งขึ้นเพื่อรับใช้พี่น้องคริสตชนและคริสตจักรด้วยการผลิตวรรณกรรมคริสเตียนและสื่อเพื่อการประกาศมากว่า 50 ปี เรารับใช้พี่น้องทุกคณะนิกายและหนังสือที่เราผลิตก็มีหลากหลายหมวด เช่น คริสเตียนศึกษา คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ การดำเนินชีวิตคริสเตียน เสริมสร้างคริสตจักร ประวัติศาสตร์และมิชชั่น ชีวประวัติ ประกาศพระกิตติคุณ ครอบครัวและชีวิตสมรส เด็กและวัยรุ่น รวมทั้งเฝ้าเดี่ยวและอธิษฐาน        

สำหรับการคัดเลือกหนังสือนั้นทีมงานของเราจะพิจารณาก่อนว่าหนังสือเล่มใดเหมาะสมที่จะจัดพิมพ์ และจะเป็นพรกับผู้อ่านอย่างไร สำนักพิมพ์ที่เป็นเจ้าของหนังสือน่าเชื่อถือหรือไม่ ผู้เขียนเป็นใคร หลังจากนั้นเราจะคัดเลือกผู้แปลและผู้เรียบเรียง เพื่อให้หนังสือแต่ละเล่มที่ออกมานั้นอ่านเข้าใจง่ายโดยยังคงรักษาความหมายเดิมของต้นฉบับไว้ 
     

ปรากฏว่าในระยะหลังๆ นี้ มีพี่น้องบางท่านได้สอบถามเราเกี่ยวกับหนังสือ“วันต่อวันกับพระเยซู”  ซึ่งแปลจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “Jesus Calling” ผู้เขียนชื่อ Sarah Young ซึ่งกนกบรรณสารได้รับลิขสิทธิ์มาแปลและจัดพิมพ์เป็นภาษาไทย (ลิขสิทธิ์ © 2004 Sarah Young) และได้จำหน่ายครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2011 ถึงปัจจุบันนี้ตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 4 แล้ว  กนกฯ ขอเรียนชี้แจงดังนี้     
 

  1.  เจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้คือสำนักพิมพ์ Thomas Nelson เป็นสำนักพิมพ์คริสเตียนเก่าแก่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความเชื่อถือและการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการหนังสือคริสเตียน เรามั่นใจว่าหนังสือแต่ละเล่มของสำนักพิมพ์ Thomas Nelson นั้นจะได้รับการพิจารณาอย่างดีก่อนจะนำมาผลิต และมีบรรณาธิการเล่มดูแลใกล้ชิด ยังไม่เคยปรากฏว่า Thomas Nelson จัดทำหนังสือให้กับลัทธิเทียมเท็จหรือผู้พยากรณ์เท็จแต่อย่างใด   
       

  2.  ซาร่าห์ ยังซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษาทางด้านปรัชญา จบปริญญาโททางจิตวิทยาและการให้คำแนะนำปรึกษา นอกจากนี้ยังเรียนศาสนศาสตร์ที่ Covenant Theological Seminary รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันซาร่าห์และสามีคือ สตีเฟน ยัง ทำงานรับใช้พระเจ้าภายใต้องค์การ Mission to the World ที่ประเทศออสเตรเลีย และซาร่าห์เองยังทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้หญิงที่ถูกทารุณในออสเตรเลียด้วย     
     

  3.  ในบทนำของหนังสือ “วันต่อวันกับพระเยซู” ซาร่าห์ได้เขียนไว้ในหน้าที่ 9 ว่า “วันของฉันเริ่มต้นด้วยการใช้เวลาตามลำพังกับพระเจ้า พร้อมด้วยพระคัมภีร์ หนังสือเฝ้าเดี่ยว สมุดจดคำอธิษฐาน ปากกา และกาแฟ เมื่อฉันเข้ามาเฝ้าพระองค์ พระเจ้าก็เริ่มเปิดเผยพระองค์แก่ฉัน ในตอนนั้นฉันรู้สึกว่าเวลาเพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมงกับพระเจ้าดูจะน้อยเกินไป” และในหน้าที่ 12 ซาร่าห์บอกว่า “แต่ฉันก็ได้รับข้อความจากพระเจ้าจริงๆ เป็นข้อความสั้นๆ ในพระคัมภีร์ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ที่ฉันกำลังเผชิญอยู่พอดี”  จะเห็นได้ว่าเธอบันทึกการเฝ้าเดี่ยวโดยมีพระคัมภีร์อยู่ด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่หนังสือเล่มนี้จะมีข้อพระคัมภีร์กำกับไว้ทุกหน้าเพื่อเราจะเปิดพระคัมภีร์อ่านและใคร่ครวญเป็นการส่วนตัวทุกวัน     
     

  4.  ในหน้าที่ 12 เขียนว่า “ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันเขียนนี้ไม่ถึงกับเป็นการดลใจจากพระเจ้าเหมือนเช่นพระคัมภีร์.....”  เธอได้ยืนยันว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แทนพระคัมภีร์ และเธอก็ไม่ใช่ผู้พยากรณ์เหมือนในพระคัมภีร์เดิมหรือเหมือนในคริสตจักรยุคแรก ในหน้าที่ 13 เธอบอกอีกครั้งว่า “แน่นอนว่าพระคัมภีร์เท่านั้นเป็นถ้อยคำจากพระเจ้า ดังนั้นการเขียนของฉันต้องสอดคล้องกับมาตรฐานที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยนนี้” และพระคัมภีร์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอคือ “จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่าเราคือพระเจ้า” (สดุดี 46:10)  ซาร่าห์ยอมรับในความถูกต้องของพระคัมภีร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและเป็นถ้อยคำจากพระเจ้า       

  5.  ลักษณะการเขียนหนังสือของ ซาร่าห์ ยัง เป็นบันทึกส่วนตัวที่เธอใช้เวลากับพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าที่มาถึงเธอในแต่ละวันเป็นบทสนทนาที่เธอพูดคุยกับพระเจ้าเป็นการส่วนตัวโดยมีข้อพระคัมภีร์เป็นฐานในการเขียน (ซึ่งพี่น้องคริสเตียนหลายคนคงเคยมีประสบการณ์เช่นเดียวกันกับซาร่าห์เมื่อพี่น้องได้ใช้เวลากับพระเจ้า) เมื่อเพื่อนๆ ของซาร่าห์ได้อ่านบันทึกของเธอ หลายคนต่างได้รับพระพรจึงมีการถ่ายเอกสารต่อๆ กันไป จนในที่สุดได้กลายเป็นหนังสือสำหรับเฝ้าเดี่ยวเล่มนี้       

  6. “วันต่อวันกับพระเยซู” เป็นหนังสือสำหรับใช้ภาวนาอธิษฐานประจำวันคือเป็นหนังสือเฝ้าเดี่ยว มิได้เป็นหนังสือที่นำเสนอหลักการทางศาสนศาสตร์ การเขียนเป็นการขยายความหรือถอดความ (paraphrase)  โดยที่เนื้อหาไม่ได้ขัดแย้งกับสิ่งที่พระเจ้าตรัสในพระคัมภีร์ แต่หนุนน้ำใจผู้อ่านให้เข้าใจพระประสงค์ ความรัก และความรู้สึกของพระเจ้ามากขึ้น ทั้งเป็นหนังสือที่ให้กำลังใจ ปลอบโยน และชูใจผู้อ่าน (ซึ่งเรามีคำพยานมากมายจากผู้อ่านหนังสือเล่มนี้) เหมือนกับบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าหลายๆ เพลงที่ผู้แต่งได้ใช้วิธีขยายความหรือถอดความถ้อยคำของพระเจ้าให้เป็นเนื้อร้องและท่วงทำนองที่หนุนใจ  และบ่อยครั้งที่เพลงเหล่านั้นทำให้เราน้ำตาไหลเพราะสัมผัสได้ว่าพระเจ้ากำลังตรัสกับเราเป็นการส่วนตัว       

  7. ทางสำนักพิมพ์ Thomas Nelson เองก็ได้ชี้แจงเกี่ยวกับหนังสือ Jesus Calling หรือ “วันต่อวันกับพระเยซู” ของซาร่าห์ ยัง ซึ่งท่านสามารถอ่านได้ในบันทึกถัดจากนี้       

กนกบรรณสารหวังว่าหนังสือ “วันต่อวันกับพระเยซู” จะเป็นพรต่อผู้อ่านที่ชอบแนวหนังสือเฝ้าเดี่ยวแบบบทสนทนา ที่นำการปลอบโยนและการหนุนใจ และกนกฯ หวังว่าเมื่อท่านใช้เวลาใคร่ครวญทั้งถ้อยคำในหนังสือและข้อพระคัมภีร์สำหรับวันนั้น ท่านจะได้รับพรและมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตาม กนกบรรณสารขอยืนยันว่าหนังสือเฝ้าเดี่ยวทุกเล่มไม่สามารถแทนพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ และหนังสือเฝ้าเดี่ยวไม่ใช่หนังสือพยากรณ์ประจำวันที่เราจะเปิดออกอ่านเพื่อจะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้พระเจ้าจะให้เราเจออะไร หนังสือเฝ้าเดี่ยวเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยนำเราให้เข้าใกล้พระเจ้า มีพระวจนะของพระองค์ครองใจเรา และนำเราให้แสวงหาที่จะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น 
     

กนกบรรณสารขอขอบพระคุณพี่น้องทุกท่านที่ได้สละเวลาอ่านคำชี้แจงนี้ ขอบพระคุณสำหรับทุกความห่วงใย และขอบพระคุณสำหรับคำอธิษฐานเผื่อ

ขอพระเจ้าอำนวยพระพรทุกท่าน
กนกบรรณสาร


pic



สงวนลิขสิทธิ์ © 2010 กนกบรรณสาร (OMF Publishers)